หน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

Division of Gynecologic Oncology, Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University

มะเร็งปากมดลูก สำหรับประชาชน

อ.พญ.รัฐิญา เพียรพิเศษ

หน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย แต่สิ่งสำคัญคือ “สามารถป้องกันได้” และหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงมาก ปัจจุบันแนวทางการรักษาและการตรวจคัดกรองในประเทศไทยได้รับการปรับให้ทันสมัยตามมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก จึงสามารถตรวจคัดกรอง และรักษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV – Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV-16 และ HPV-18 ที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1-2 ปี แต่ในบางรายที่เชื้อคงอยู่ในระยะยาว อาจก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ จนพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งใช้เวลาหลายปี

  • ในระยะเริ่มแรก มะเร็งปากมดลูกอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มเป็นมากขึ้นแล้วอาจพบว่า
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือ หลังวัยหมดประจำเดือน
  • มีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีสีผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อย ปวดหลังเรื้อรัง หรือรู้สึกแน่นอุ้งเชิงกราน
  • ในระยะท้ายอาจพบ ขาบวม ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบสูตินรีแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะการตรวจพบเร็วคือปัจจัยสำคัญในการรักษาให้หายขาด

  • การวินิจฉัยเริ่มจากการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันผลชิ้นเนื้อด้วยวิธีทางพยาธิวิทยา
  • Pap smear ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์
  • HPV DNA test ตรวจหาเชื้อ HPV
  • ส่องกล้องตรวจปากมดลูก (Colposcopy) เพื่อดูตำแหน่งรอยโรคอย่างละเอียด
  • การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อยืนยันผลทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจภาพรังสี (CT, MRI, PET/CT) ใช้ประเมินการลุกลามของโรค

หากยืนยันว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะกำหนด “ระยะของโรค” เพื่อวางแผนการรักษา

มาตรฐานสากลของการแบ่งระยะโรคมะเร็งปากมดลูกใช้ระบบ FIGO staging เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยจะแบ่งระยะของโรคโดยคร่าวได้ ดังนี้

ระยะของโรคลักษณะโดยสรุป
ระยะที่ 1
(Stage I)
มะเร็งอยู่เฉพาะที่ปากมดลูก ยังไม่ลุกลามออกไป
ระยะที่ 2
(Stage II)
มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูก แต่ยังไม่ถึงผนังเชิงกราน หรือช่องคลอดส่วนล่าง
ระยะที่ 3
(Stage III)
มะเร็งลุกลามถึงผนังเชิงกราน หรือถึงช่องคลอดส่วนล่าง หรือมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 4
(Stage IV)
มะเร็งลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรือแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ปอด กระดูก เป็นต้น
ข้อสำคัญ: การกำหนดระยะของโรค จะกำหนดจากการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกเท่านั้น แม้โรคลุกลามภายหลัง ระยะโรคจะไม่เปลี่ยน
  • ระยะเริ่มต้น (Stage IA–IB2); รอยโรคจำกัดอยู่ที่ปากมดลูก ขนาดไม่เกิน 4 ซม. 
    • รักษาด้วยการ ผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคนร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลือง (Radical hysterectomy with pelvic lymphadenectomy)
    • หากยังต้องการมีบุตร อาจเลือก ผ่าตัดเฉพาะปากมดลูก และเนื้อเยื่อข้างเคียง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลือง (Radical trachelectomy with pelvic lymphadenectomy) โดยเก็บมดลูกและรังไข่ไว้ หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรักษา สามารถตั้งครรภ์ได้
    • บางรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับเป็นซ้ำ ต้องได้รับ รังสีรักษา หรือ รังสีรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด (Radiation therapy หรือ concurrent chemoradiation) หลังผ่าตัด
    • ในกรณีที่โรคมีการลุกลามน้อยมาก คือมีความลึกของรอยโรคน้อยกว่า 3 มม. และไม่มีการลุกลามไปท่อน้ำเหลือง สามารถผ่าตัดเฉพาะปากมดลูก หรือตัดมดลูก (ในกรณีที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว) โดยไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อข้างเคียงมดลูก และไม่ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองได้
    • ช่องทางการผ่าตัดมาตรฐาน คือผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ส่วนการผ่าตัดผ่านกล้อง อาจพิจารณาได้ในบางกรณี เช่น ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ไม่ได้ลุกลามมาก และทีมผ่าตัดมีความชำนาญ แต่อาจต้องพิจารณาด้วยความถี่ถ้วน เนื่องจากมีการศึกษาบางรายงานพบว่า การผ่าตัดผ่านกล้องมีอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรค มากกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง 
  • ระยะ IB3–IVA; รอยโรคใหญ่เกิน 4 ซม. หรือมีการกระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ต่อมน้ำเหลือง กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ตรง
    • การรักษาหลักคือ รังสีรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด (Concurrent chemoradiation)
    • บางรายต้องใส่แร่ (Brachytherapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • ระยะ IVB (รอยโรคกระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด กระดูก ฯลฯ) และรายที่โรคกลับเป็นซ้ำ
    • ใช้ เคมีบำบัดร่วมยามุ่งเป้า 
    • ในบางกรณีอาจใช้ ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ได้
    • เน้นการรักษาแบบ ประคับประคองคุณภาพชีวิต (Palliative care) หากโรคลุกลามมาก
  • ฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 9–26 ปี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็ง
  • ตรวจคัดกรองเป็นประจำ ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ตามคำแนะนำแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย 
  • หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว แนะนำให้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว เนื่องจากปัจจุบัน เทคโนโลยีการรักษาพัฒนาไปมาก ผลลัพธ์หลังรักษาเป็นที่น่าพอใจ หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะต้น มีโอกาสรักษาหาย ราวร้อยละ 90
  • หลังรักษาควรมาตรวจติดตามสม่ำเสมอ เพื่อดูผลการรักษา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

มะเร็งปากมดลูก รู้เร็ว ป้องกันได้ รักษาได้ ด้วยการฉีดวัคซีน ตรวจคัดกรองเป็นประจำ และหมั่นใส่ใจสุขภาพของตนเอง

แหล่งอ้างอิง

  • สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการป้องกัน และรักษามะเร็งปากมดลูก พ.ศ. 2568
  • FIGO. Cancer of the cervix uteri: 2025 update. International Journal of Gynecology & Obstetrics, 2025.

บทความอื่นๆ